Annapurna Trekking ...ep. 3

posted on 26 Mar 2009 04:14 by airnair

 

 

เช้าแล้ว!!!!!!............. ไชโย !!

อยากให้เช้าตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ เพราะว่าอากาศมันช่างหนาวเย็นยะเยือกปานโดนแช่แข็งในตู้เย็นยังไงอย่างงั้น เสื้อผ้าครบชุดตั้งแต่เช้า(ไม่ได้เปลี่ยน เพราะทนอาบน้ำไม่ไหว ถึงแม้จะมีน้ำอุ่นมาหลอกล่อก็ตามที ) ถุงนอน ผ้าห่มกลิ่นขี้ลาหนา ๆ 2 ผืน อะ..อะ.. ไม่ได้อำค่ะ กลิ่นนั้นจริง ๆ ไม่แปลกใจเลย หลังจากได้เห็นวัฒนธรรมการตากผ้าของเขา เล่นพาดแผ่บนหลังคามั่ง วางแผ่หราบนหญ้ามั่ง แปะตามรั้วมั่ง... กลิ่นมันก็คงจะไม่ไปไหนไกลนักหล่ะนะ...เฮ้อ! ต้องยอมกันแล้วหล่ะ งานนี้ ไม่ห่มคงได้หนาวตายกันพอดี อาศัยถุงนอนวิเศษที่พกไปจากบ้านช่วยปิดจมูกไว้ ถึงรอดมาได้ ผ้าผ่อนมากมายกองทับถมขนาดนี้ ยังไม่สามารถเอาชนะความหนาวเย็นที่นี่ได้เลย ทำให้ตื่นเช้ามารอดูพระอาทิย์ก่อนใคร โชคดีที่ได้ห้องชั้นดาดฟ้า เขาบอกว่า ถ้าอากาศโปร่งใส จะสามารถมองเห็นยอด Annapurna South ได้จากหน้าต่างห้องกันเลยทีเดียว แต่ว่าวันนี้ โชคคงไม่ค่อยอยากมาอยู่ข้างเดียวกับเรามั้ง เลยได้เห็นแบบรางๆ สงสัยเขาจะอายมั้ง....

 

หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็พร้อมออกเดินทาง (ทานได้แต่นานกับซุป...เริ่มออกอาการ) เดินขึ้นเขาต่อไป  ลัดเลาะไปทางหลังหมู่บ้าน สูงขึ้น สูงขึ้น.... เมื่อมองไปรอบ ๆ ภาพข้างหน้าเรามันช่างน่าทึ่งเสียนี่กะไร แบบนี้ค่อยมีกำลังใจเดินหน่อย.....

 

 

 

(Donkey!...I love Donkey..!ไกด์จะพูดทุกครั้ง ที่พี่ลาเขาเดินผ่าน)

 

วันนี้ไกด์บอกว่าจะเป็นการเดินขึ้นเขาแบบไม่ชันนัก แต่ยาวนาน ส่วนอากาศคาดว่าจะหนาวกว่าที่นี่ และอาจมีหิมะตกได้.......หา! หิมะ!!..... เราหูฝาดไปหรือเปล่า เมื่อกี้คำว่า snow มันเพิ่งจะออกมาจากปากไกด์ใช่หรือไม่ เพื่อให้ได้ความแน่ใจและมั่นใจ จึงถามกลับไปอีกว่า เมือ่กี่คุณพูดว่าเราอาจเจอหิมะใช่ไหม? ไกด์ยืนยันว่าหิมะจะตกเย็นนี้แน่นอน โอ้ว!..แม่เจ้า ในที่สุดความใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมีโอกาสได้สัมผัสหิมะที่ขาวราวกับปุยนุ่น เหมือนที่จินตนาการเอาไว้แต่ยังแบเบาะ มันคงจะแสดงออกมาทางสีหน้าทั้งหมด ไกด์เลยยิงคำถามกลับมาทันทีว่า คุณไม่เคยเห็นหิมะใช่ไหม?  555++.....ถูกต้องแล้วคร้าบ

เป็นอย่างที่ไกด์บอกจริง ๆ เมื่อเดินได้ซักพักอากาศเริ่มหนาวมากขึ้น ทั้งๆ ที่มีแดดอ่อน ๆ สาดส่องลงมาตามทางเดิน แต่ไม่ยักจะอุ่นเลยซักนิด แวะทานชานมร้อนที่ guesthouse ข้างทาง แต่มีโอกาสได้เข้าไปทักทายเจ้าของ (สอดส่องซะมากกว่า..อิอิ) ขอถ่ายรูปครัวเขาไว้ ดูได้อารมณ์.....พอเพียงดีค่ะ

 

 

และเราก็เพิ่งได้ล่วงรู้ความลับสุดยอดสูตรความอร่อยของชานมเนปาลีแท้ ๆ ว่านมที่นำมาผสมลงไปในชา

คือ........นมควาย...ๆ..ๆ.ๆ..ๆ........  พระเจ้าช่วยกล้วยแขก.... ตั้งแต่วินาทีนั้น เลิกสั่งชานมไปเลย ตลอดการเดินทาง อึ้งครับ..อึ้ง.....

 

(เด็กชาวบ้าน...ออกมายืนดูผู้มาเยือนหน้าประตู...)

 

สองข้างทางตอนนี้ พืชพันธ์ไม้ต่างๆ นานา หน้าตาเปลี่ยนไป เริ่มมีสายยาวๆ เป็นปุยๆ ห้อยระโยงระยางตามกิ่งก้านและลำต้น ดูคล้ายกำลังห่มผ้าคลุมไหล่ขนๆ กันเลยแฮะ อากาศก็เริ่มชื้นและหนาวมากขึ้นด้วย ท้องเริ่มหิวแล้ว ไกด์บอกว่าอีกไม่ไกลจะถึง Hungry Eye guesthouse จะแวะทานกลางวันที่นั่นกัน...ลมแรงจังนะเนี่ย

 

 

 

 

ก่อนจะมาถึง guesthouse สังเกตว่าฝนเริ่มลงเม็ด เย็นเจี๊ยบยังกะน้ำแข็ง เลยรีบจ้ำ...กลัวจะหนาวตายกลางป่า ถึง guesthouse ได้ก็กระโจนเข้าไปอยู่หน้าเตาผิง ดื่มชาดำอุ่น ๆ รออาหารกันไป ตอนนี้ ได้รู้จักเพื่อนนักเดินทางชาติอื่น ๆ บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม เป็นคู่ หรือมาเดี่ยวๆ แบบเราก็มีเหมือนกัน เป็นอาหารกลางวันที่ครึกครื้นและสนุกสนานมาก เพราะว่าไกด์จากกลุ่มต่างๆ มารวมกัน แล้วร้องรำทำเพลงเป็นภาษาเนปาล มีตีกลองเข้าจังหวะ ทำให้พวกเราบางคนถึงกับทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาเต้นตามกันเลยทีเดียว  พออาหารมาถึง พวกกลุ่มเล็ก ๆ ก็มานั่งรวมๆ กัน ทานข้าวกันไปคุยกันไป ได้เพื่อนใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย แต่อบอุ่นหัวใจบอกไม่ถูก.............

 

(สองสาว จากเกาหลี..... ให้ถุงร้อนเรามา เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ เวลาซุกมือลงไปจะได้ไม่หนาว...ขอบคุณนะ)

 

(รวมชาติเอเชีย...เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไทย..)

 

หลังทานข้าวกันอิ่มหนำและสำราญ ก็ก้าวขาเดินทางกันต่อ...เกือบห้าโมงเย็นที่เรามาถึงหมู่บ้าน Ghorephani หมู่บ้านตีนเขาซึ่งเราจะไปพิชิต Pool Hill กันในวันพรุ่งนี้ ตอนเช้าตรู่...หลังจากก้าวขาเข้าที่พักได้ไม่เกิน 5 นาที พายุก็พัดเอาหิมะมาให้เราชมสมใจ ไอ้เราก็นึกว่ามันจะนุ่ม แต่ที่เห็นวันนี้ มันเป็นเหมือนเกลือเม็ดใหญ่ ๆ ไม่มีความน่ารักแต่อย่างใด ลมพัดแรงมาก แต่ไม่อาจหยุดยั้งความบ้าเห่อหิมะของเราได้ ถ้าวันนั้นมีใครผ่าน guesthouse จะเห็นผู้หญิงคนนึง นั่งอยู่ตรงหน้าประตู พินิจพิจารณาหิมะอยู่พร้อมกับรัวชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปแบบไม่ยั้ง..มันคงเป็นภาพที่น่าขำ สำหรับคนที่มาจากเมืองที่เต็มไปด้วยหิมะขาว ๆ เป็นแน่แท้..หนาวขนาดนั้น ยั่งจะมานั่งบ้าอยู่ได้..........555+++

 

(ห้องพักแบบ 2 เตียง...ไม่มี heater..อย่าหวัง!)

 

(เด็กน้อย..บนดอย หลังจากหลอกล่อ ด้วย ชอคโกแลท Trobalone..น่ารักดีนะ ...ออกไปสำรวจหมู่บ้านหลังจากพายุผ่านพ้นไป)

 

 

เจอกันแน่ ๆ POOL HILL............

 

Annapurna Trekking ...ep. 2

posted on 29 Jan 2009 09:22 by airnair

    หลังจากผ่านจุด check point มาแล้ว ก็เดินไปตามทาง เส้นทางค่อนข้างชัดเจน  ไม่คิดว่าจะหลงทางได้ง่าย ๆ เพราะว่ามีเส้นทางให้เลือกเดินเพียงแค่เส้นเดียว ก็แค่เดินไปตามทางเท่านั้นเอง ไม่ยาก ๆ แต่ว่าเหนื่อย ...ธรรมชาติสองข้างทางช่วยได้เยอะค่ะ เดินต่อมาอีกนิดนึง ก็ได้ยินเสียงน้ำตก พอมองทางด้านขวาตอนข้ามสะพาน ปรากฎว่ามีน้ำตกซ่อนตัวอยู่ น้ำไม่มากนัก แต่ก็ยังคงความงามไว้พอตัวเลยค่ะ ถ้ามาตอนหน้าน้ำเนี่ย มันจะสวยแค่ไหน ก็ได้แต่จินตนาการหล่ะค่ะ ตามทางเดินด้านซ้ายมือเป็นลำธาร น้ำในลำธารสีเขียวออกฟ้า คล้ายสีเทอร์คอยด์ ตัดกับฟองสีขาวยามที่สายน้ำไหลกระทบกับโขดหินใหญ่น้อยกลางลำน้ำ บวกกับเสียงสายน้ำไหล บางครั้งมีเสียงนกร้องควบคู่ไปด้วย หายเหนื่อยไปเลยหล่ะค่ะคราวนี้ 

     สังเกตว่าเด็กนักเรียนจะเดินไปโรงเรียนกันเองนะคะ ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม ๆ แต่ว่าจะออกจากบ้านสายหน่อย และกว่าจะเดินไปถึงโรงเรียนคงใช้เวลานานพอสมควรมั้ง เพราะว่าตั้งแต่เดินมาเนี่ยเห็นแต่นักเรียน แต่ไม่ยักจะเห็นหน้าตาโรงเรียนของพวกเขากันซักที ได้แต่สงสัยและครุ่นคิดหล่ะค่ะ ว่าโรงเรียนของหนู ๆ อยู่ไหน ใกล้ ไกล ทำไม่ไม่ถึงซะกะที พี่เดินจนขาจะหลุดอยู่แล้วนะคะ แต่ดูเหมือนเด็ก ๆ เขาจะชินกับการเดินไปโรงเรียนในระยะทางที่พวกเราอาจเรียกได้ว่า โค-ตะ-ระ ไกลแบบนี้ เพราะว่าเห็นรอยยิ้ม และได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเขาตลอดเส้นทาง ฟังไปเดินไปก็เพลินดีค่ะ

     มองดูเวลาก็สิบโมงกว่าแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเลยอีกไกลไหมอ่ะกว่าจะถึงหมู่บ้าน เดินไป พักไปตลอดเส้นทาง ตอนนี้คงโกหกไกด์ไม่ได้แล้วหล่ะค่ะว่าเราฟิต เพราะเล่นหยุดทุก ๆ 500 เมตรซะอย่างนี้นี่ ใครเค้าจะเชื่อ.....ว่าแกฟิต..ฮะ..อยากจะรู้นัก?  (แฮ่.. แฮ่.. วางท่าเอาไว้ก่อน พ่อสอนไว้)

     แวะทานข้าวกันดีกว่า ขาเริ่มก้าวไม่ออกแล้ว แล้วยังรู้สึกหนาว ๆ ยังไงไม่รู้ด้วย สงสัยไข้จะขึ้น เลยพาลไม่อยากกินอะไรไปซะงั้น สั่งอาหารกันเลยเอาอาหารที่ร้อน ๆ ควันฉุย ๆ กลืนง่าย ๆ  สรุปมื้อแรก เป็นซุปอะไรซักอย่างนึง ทานแล้วอุ่นท้องขึ้นมาหน่อย แต่ว่าหลังจากหย่อนก้นลงนั่งแล้วเหมือนถูกเก้าอี้ดูดพลังลมปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดหายไปหมดเลย ก็เลยขอร้องไกด์แกมบังคับว่าของีบซักหน่อยนึงก่อนแล้วค่อยเดินกันต่อ ไกด์คงเห็นหน้าตาที่เหลือเพียงสีเดียวคือ สีเหลืองซีดของเราแล้วคงเกิดความสงสาร เลยปล่อยให้นอนไปครึ่งชั่วโมง นอนมันตรงเก้าอี้ไม้ยาวๆ ในร้านที่เอาไว้กินข้าวนั่นหล่ะค่ะ อารมณ์นั้นไม่สนแล้วลุค....มีคำเดียวในหัวคือ... กูจะตาย

   หลังจากฟื้นคืนชีพได้นิดหน่อย ไกด์ไม่รีรอพาเดินต่อทันที เฮ้อ..ดีนะมีคุณยายแก่ๆ หาบส้มผ่านมา เลยขอซื้อส้มยาย เอาเก็บไว้ชิมระหว่างทางเวลาเหนื่อย ๆ แต่ไม่รู้คิดถูกคิดผิด เพราะส้ม 5 ลูกที่ได้มามันหนักนะ !.. การเดินทางที่นี่ เขาไม่ได้วัดระยะทางกันเป็นกิโลเมตรแบบบ้านเราค่ะ แต่ว่าวัดกันเป็นชั่วโมง โอ้ว!... แล้วไอ้คนที่มันเป็นคนวัดเริ่มแรกเนี่ย มันเป็นคนในพื้นที่ เดินขึ้นเขาลงเขาทุกวัน แล้วคนพื้นราบ อ่อนระโหยโรยแรงแบบชั้นเนี่ย จะสามารถเดินตามระยะทางที่แกวัดมาทันตามเวลาที่แกบอกมั้ย ยิ่งขาสั้น ๆ อยู่ด้วย....โอย.. ความซวยกำลังคลืบคลานเข้ามาปกคลุมชีวิตอย่างช้า ๆ แล้วค่ะ

 

(เป็นไงคะ ป้ายบอกทาง น่าเดินจริง ๆ)

     พักทานข้าวเที่ยงที่ Tikettungka ซึ่งเวลาจริง ๆก็บ่ายสองแล้ว ไกด์จะให้เราพักค้างคืนที่นี่ แต่เรายืนยันว่าจะเดินขึ้นเขาไปพักที่ Uleri ซึ่งต้องปีนบันไดขึ้นภูเขาลูกมหึมาข้างหน้าอีกประมาณ 3,000 กว่าขั้น เถียงกันกับไกด์อยู่นาน เราก็มั่นใจว่าเราเดินขึ้นไปถึงก่อนค่ำ เหลือเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมง ไม่อยากเสียเวลาเปล่า แล้วพรุ่งนี้เช้า จะได้เดินต่อได้เลย ไม่ต้องมาเหนื่อยเดินขึ้นเขาตัดกำลังตั้งแต่เช้าด้วย ในที่สุดไกด์ก็ยอมตามใจเรา ไม่รู้ว่าไกด์แอบมีเอี่ยวกับ guesthouse ที่นี้หรือเปล่า ถึงได้คะยั้นคะยอจัง....

 

    เดินขึ้นบันไดขั้นแรกด้วยความมุ่งมั่น เบี่ยงเบนความสนใจจากความเหนื่อยและความเมื่อยด้วยการนับขั้นบันได เหมือนเล่นเกมส์กันเลย จะพักทุก ๆ 200 ขั้น พักทีนึงก็ให้รางวัลตัวเองด้วยลูกอมที่พกไปในกระเป๋ากางเกงค่ะ แบ่งกันกะไกด์ ก็สนุกดี ซ้าย...ขวา...ซ้าย...ขวา ยกเท้าย่ำแต่ละขั้นบันไดไปเรื่อย ๆ ในหัวก็คิดนู่นคิดนี่ เวลาเลยล่วง อากาศรอบกายเริ่มเย็นลง เหนื่อยจัง... ไข้เริ่มขึ้นอีกแล้ว... และแล้วก็มองเห็นที่พักอยู่สุดขั้นบันไดข้างหน้า อีกเพียงร้อยกว่าขั้นเท่านั้น แต่ทำไมน้ำตามันไหลออกมาดื้อ ๆ อย่างนี้ หัวใจถามว่า

   "   มาทำอะไรที่นี่? ทำไมต้องทรมานตัวเองขนาดนี้ เพื่ออะไร? " 

     ความรู้สึกขณะนั้นมันบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร ความสุข ความเศร้า หรือจะเป็นความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ในที่สุดเราก็สามารถทำได้ ถึงที่พักทันพระอาทิตย์ตกดิน กับการเดินขึ้นบันได 3,290 ขั้น ความชัน 40 องศาโดยประมาณ น่าจะเป็นความรู้สึกอันสุดท้ายหล่ะมั้ง

    

(หมู่บ้าน Uleri บนภูเขาลูกมหึมาลูกนี้..)

 

(ความหมายดีเนอะ.......)

แล้วเจอกันใหม่พรุ่งนี้เช้านะคะ......

 

    

Annapurna Trekking...ep.1

posted on 22 Oct 2008 23:59 by airnair

นาฬิกาบนหน้าจอมือถือบอกเวลา 6.00 น. เช้านี้อากาศเย็นมากกก...ยังไม่อยากจะลุกจากที่นอน แต่ต้องจำใจจากผ้าห่มอุ่น ๆ เก็บข้าวเก็บของ ที่จริงก็เตรียมเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว สงสัยเสียงดังไปหน่อยเลยปลุกป้าลินดาที่นอนอยู่เตียงข้าง ๆ ตื่น และแล้วเมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เป็นเรื่องธรรมดา ต้องจากกันแล้วกับป้าลินดา คำอวยพรพรั่งพรูสู่กันและกัน ระหว่างผู้หญิงต่างวัยสองคนในห้องเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงสลัวของโคมไฟหัวเตียงเท่านั้น ที่ส่องสว่างให้ความรู้สึกอบอุ่นของมิตรภาพเล็ก ๆ ระหว่างการเดินทาง กอดร่ำลาครั้งสุดท้าย แล้วก้าวออกจากประตู สัมผัสกับความเย็นเฉียบของอากาศข้างนอก พร้อมแล้วใช่ไหม กับการเดินย่ำเท้าในป่า พรอ้มแล้วใช่ไหมกับการตามหาความสวยงามที่ซ่อนตัวอยู่หลังขุนเขา ใจก็บอกกับร่างกายว่าพร้อม แต่ไหงร่างกายกลับแสดงอาการเหมือนไม่ค่อยจะพร้อมเลย เมื่อคืนนี้ก่อนจะนอน รู้สึกตัวร้อน ๆ น้ำมูกเริ่มไหล ปวดศรีษะตุ๊บ ๆ เหมือนมีใครเอาค้อนอันเล็กๆ มาเคาะ ทานยาไปแล้วแต่เช้านี้อาการยังคงเดิม ทำไงได้ มันต้องเดินหน้าอย่างเดียว กลับหลังหันตอนนี้ไม่ทันแล้ว เป็นไงเป็นกัน ยาแก้ไข้ที่พกมาก็ทำท่าจะไม่พอ เลยออกไปเคาะประตูร้านขายยา ฟ้าข้างนอกยังมืดอยู่ ผู้คนยังคงหลับไหล แต่เจ้าของร้านขายยาตื่นแล้ว ให้ยามากักตุนในกระเป๋าเพียบเลย

7 โมงเช้า ไกด์ที่จะนำทางเดินป่าก็มาถึง หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย ก็นั่งแทกซี่จากตัวเมือง Pokhara ไปที่ Nayapul จุดเริ่มต้นการเดินป่าในเขต Annapurna Conservation area ซึ่งจริง ๆ แล้วมีจุดเริ่มหลายที่ แล้วแต่ความสะดวกและการดีไซด์เส้นทางของแต่ละคน ว่าจะเอาแบบทรหดตอนแรก ๆ แล้วสบายตอนหลัง หรือจะเป็นสบายตอนเริ่มแล้วตบท้ายด้วยความหินตอนสุดท้ายก็ได้ ตามใจชอบค่ะ สำหรับเราเลือกเอาโหดตอนแรกแล้วเป็นคุณนายวันหลังๆ ค่ะ เส้นทาง Nayapul - Pool Hill - Grandruk-Nayapul จะใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 4 วัน 3 คืน

รถแทกซี่ที่พาเรานั่งมาจอด มองไปทางขวา ไม่อยากจะเชื่อสายตาว่านี่คือภูเขาที่เรากำลังจะเดินเข้าไป มันใหญ่โตมโหระทึกอะไรจะขนาดนี้ มนุษย์ตัวเล็กเท่ามดคันไฟเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของภูเขาตรงหน้า ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือมนุษยชาติเสมอ

        เริ่มต้นการเดินทางทันที ไม่ลืมที่จะซื้อไม้เท้าที่วางขายหน้าร้านขายของด้านหน้า เป็นไม้ไผ่ท่อนเล็ก ๆ เบามือ ยาวประมาณ 1 เมตรค่ะ  ราคา 20 รูปี ไกด์แนะนำว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเดินป่ามือใหม่อย่างเรา ว่าไงก็ว่าตามกันหล่ะค่ะ วันนี้อากาศไม่ค่อยจะแจ่มใสนัก มีเมฆหมอกสลัว ๆ เหมือนจะมีพายุเลย หรือว่ามันยังเช้าอยู่น๊า...

20 นาที ผ่านไป.............  ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้วะ..... ยังไม่ได้ปีนป่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่รู้สึกเหมือนกำลังจะสิ้นใจแล้ว คิดเบา ๆ ในใจ.........."จะไหวเหรอ"( ไม่กล้าคิดดัง อายไกด์ เดี๋ยวจะมาว่าเราไม่ฟิต) คิ

ดไปก็ได้แต่ปลงค่ะ มาแล้ว เดินแล้ว กลับไม่ได้แล้ว.........แง แง........แม่จ๋า ช่วยด้วย ได้แต่คร่ำครวญอยู่ในอกนรกอยู่ในใจค่ะ .............ก้มหน้าเดินต่อไป ต้องข้ามสะพานแขวนที่แกว่งไปมาเวลาเราทิ้งน้ำหนักแต่ละก้าว หวาดเสียวแต่ก็สนุกดีค่ะ ระหว่างทางก็จะผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน Nayapul พื้นถนนที่เราย่ำเท้าลงไปปูด้วยแผ่นหินแผ่นใหญ่บ้างเล็กบ้าง ดูสวยดีเหมือนกัน หลังจากข้ามสะพานแขวนก็จะเจอกับป้ายที่บอกกับเราว่า ตอนนี้อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแล้วนะ ใจชื้นหรือใจสั่นไม่รู้ หวิว ๆ ยังไงชอบกล แต่ว่าหวิวไปก็เท่านั้นค่ะ ขาอย่าหยุดก้าว

        หลักการเดิน คือ ก้าวช้า ๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องวิ่ง แต่สม่ำเสมอ บวกกับหายใจเข้า- ออกช้า ๆ สัมพันธ์กันกับจังหวะการก้าวขา นอกนั้นก็เบี่ยงเบนความสนใจจากความเหนื่อยเข้าสู่ความงามทางธรรมชาติสองข้างทางค่ะ วิธีนี้ได้ผลสำหรับเรามาก ทำเป็นชมนกชมไม้ ไม่รู้ไม่ชี้ว่าขาสองข้างมันกำลังงอนเราอยู่

บางคนอาจเตรียมผ้าปิดจมูกไปด้วย กันฝุ่น กันลมหนาวได้ด้วย แต่เราไม่ได้เอามา เวลามีฝุ่นก็ดึงคอเสิ้อมาปิดเอา ดูลุยดีนะ....

        ซักพักหลังจากข้ามสะพานที่สอง ก็เจอกันจุดตรวจใบ entry permit ที่นักเดินป่าทุกคนต้องมีไว้กับตัว ที่ Birethantiเฮ้อ!.... ได้นั่งพักซะที นั่งนาน ๆ หน่อยนะ เหนื่อยมากเลย มีสาวเกาหลีสองคนมา stamp ตราผ่านทางเหมือนเราเลย คุยกันได้ความว่า เธอสองคนจะไปเมืองไทย หลังจากจบทริปที่เนปาล ดีจังไปเที่ยวบ้านเราด้วย เอาไว้เราจะไปเที่ยวบ้านเธอมั่งนะ ดื่มน้ำและนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ต้องเดินกันต่อไป มีเด็ก ๆ วิ่งไปมาตามทางเดิน บางคนอายนักท่องเที่ยว บางคนกลับส่งยิ้มทักทาย น่ารัก........

(บ้านสีสวยดี เหมือนโอรีโอ....)

หนทางนี้ยังอีกยาวไกล ....... สู้ สู้ (^0^)?

 

P o K h @ r a # 2...

posted on 06 Oct 2008 21:23 by airnair

หลังจากเติมเต็มความหิวด้วยแอปเปิ้ลสด ๆ ไปหนึ่งลูกแล้ว ก็ได้เวลากลับเข้าไปในย่านชุมชนแล้วหล่ะค่ะ ปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เหมือนคนขึ้เกียจอ่ะ ยืดยาด ๆ กินไป ปั่นไป ชมทัศนียภาพสองข้างทางไปด้วย โอ้ว!! พระเจ้า ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้

(ทะเลสาป Phewa ยามเย็น.....)

(เดาว่า.... คงเป็นคลินิกหมอฟันค่ะ )

       เอ! เสียงอะไรนะ เหมือนเป็นมีงานรื่นเริงอยูใกล้แถวนี้ อืม! เสียงมันชักจะชัดขึ้นตามระยะทาง เมื่อมองออกไปทางด้านขวา อีกผั่งหนึ่งของถนน มีงานชุมนุมอะไรอีกเนี่ย แต่ว่าผู้คนแต่งตัวกันสวยงาม ผู้หญิงต่างใส่ส่าหรีสีสันสะดุดตา ผู้ชายใส่สูทภูมิฐาน มีเล่นดนตรีพิ้นเมืองคล้ายปีพาทย์ กลับ กลอง ครึกครื้นเหลือเกิน บ้างออกมารำกลางวง บ้างยืนปรบมืออยู่รอบนอกอย่างชอบอกชอบใจ มีหรือจะพลาด จอดจักรยานทันที เดินตัดทุ่งนาไปดูมันใกล้ ๆ เลยดีกว่า ( ลืมบอกไปว่า เขาจัดงานกันกลางทุ่งนาค่ะ ^^) พอเข้าไปอยู่ในรัศมี ก็ร้องอ๋อค่ะ เขากำลังจัดงานแต่งงานนั่นเอง เจ้าบ่าว เจ้าสาว นั่งอยู่กลางที่ทำพิธี แวดล้อมไปด้วยญาติสนิทมิตรสหาย (เดาว่าต้องเป็นอย่างนั้น แฮ่ แฮ่..) โชคดีมากนะคะ ที่มีโอกาสได้มาเห็นพิธีแต่งงานแบบนี้ ไม่ใช่ว่ามาเนปาล แล้วจะมีโอกาสได้เห็นทุกครั้งไป สอบถามชาวบ้านหลังกลับเข้ามาในเมืองแล้ว ได้ความว่า เดือนกุมภาพันธ์ของทุก ๆ ปี จะเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับคู่หนุ่มสาวที่จะแต่งงานกัน เพราะฉะนั้นจะมีงานแต่งของหนุ่มสาวเนปาลีกันให้เห็นเยอะแยะในเดือนนี้ค่ะ ดูโรแมนติกจังนะ แต่งงานกันในเดือนแห่งความรักซะด้วย....

 

 

 

         ตอนนี้อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ จนสั่นไปหมดแล้วค่ะ ไม่รู้ว่ากี่องศา รู้สึกว่าความอบอุ่นจากเราไปพร้อมกับพระอาทิตย์ดวงนั้น เหลือไว้ให้เพียวแค่ความเหน็บหนาว ฮะฮะ... ถึงเวลาอาหารค่ำแล้วค่ะ ปั่นจักรยานในจนทั่วย่าน downtown ของเมืองแล้ว ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกินข้าวเย็นร้านไหนดี ว่าแล้วก็ตั้งหลักโดยการโทรนัดเวลากะไกด์เรื่องการเดินป่าวันพรุ่งนี้ก่อน เข้าไปโทรศัพท์ตามร้านที่เข้ามีป้ายบอกว่าว่า ที่นี้มีโทรศัพท์บริการ เมื่อจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว ก็เลยถือโอกาสสอบถามเจ้าของร้านว่าแถวนี้มีร้านอาหารแบบเนปาลีของแท้ รสชาติอร่อยบ้างไหม พี่เขาไม่ขัดศรัทธา บอกว่ามีอยู้ร้านนึง เป็นร้านเล็ก ๆ ในซอยข้าง ๆ นี้แหล่ะ อร่อยอย่าบอกใคร ก็เลยเดินออกมาตามหาร้านที่เขาว่านี้ค่ะ ในที่สุดก็เจอ เป็นร้านเล็ก ๆ มีโต๊ะ อยู่ประมาณ 4-5 โต๊ะ เป็นครัวแบบ open ให้เห็นกันชัด ๆ ว่าทำอะไรกัน เปิดดูเมนูสั่ง chicken curry หรือ แกงเผ็ดไก่ บ้านเรานั่นเอง แม่ครัวเป็นผู้หญิง อายุอานามคงมากแล้ว เธอทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ซักพักกลิ่นเครื่องเทศก็หอมตลบอบอวน ชวนน้ำลายสอ รสชาติเหรอคะ อร่อยมาก................ ไม่ผิดหวังเลยค่ะที่เลือกร้านนี้

                                              

        นั่งทานข้าวยังไม่หมดจาน  อยู่ ๆ ไฟฟ้าก็ดับ รัฐบาลเนปาลจะตัดกระแสไฟฟ้าภายในช่วงเวลา 19.00-21.00 น. ทุกวันเพื่อจำกัดการใช้พลังงานไฟฟ้าค่ะ แล้วมื้อค่ำของเราก็ดูโรแมนติกขึ้นมาทันใด ป้าเจ้าของร้านก็เอาเทียนไขมาจุดให้แล้วมานั่งคุยเป็นเพื่อน เธอมาอยู่ที่นี่ได้ 10 กว่าปีแล้ว มีลูกสามคน ลูกชายคนโต และลูกสาวอีกสองคน สามีเธอจากไปเมื่อ2 ปีที่แล้วเพราะฤทธิ์ของสุราพาเขาลงไปเล่นน้ำในทะเลสาปทั้งๆ ที่ว่ายน้ำไม่เป็น เธอดูแลลูกทั้งสามคนด้วยตนเอง เธอบอกว่ายังดีที่มีลูกน่ารัก และเป็นคนดี ช่วยเหลือกันและกัน ไม่สำมะเรเทเมา เอาการเอางานกันทุกคน ฟังแล้วก้น่าชื่นชมหญิงเหล็กคนนี้ค่ะ ลูก ๆ ของเธอก็น่ารักอย่างที่เธอว่าจริง ๆ ระหว่างที่นั่งทานข้าวอยู่ในร้าน ลูกสาวสองคนก็ช่วยกันดูแลลูกค้าที่เข้ามาซื้อของ  ลูกชายก็ไปเอาแบกน้ำสำหรับดิ่มมาให้ครอบครัว ต้องแบกไหหรือเรียกว่าอะไรไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เคยเห็นในหนังแขกแบบที่สาว ๆ เทินไว้บนศรีษะ ลองยกดูแล้วค่ะ หนักมาก ถ้าเราเป็นสาวเนปาล งานนี้คงขอบายค่ะ คอหักกันพอดีอ่ะ.... ป้าเค้าก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง เราก็ฟังอย่างที่ผู้ฟังที่ดีควรกระทำ มีเสียงหัวเราะคั่นระหว่างการสนทนาเป็นพัก ๆ จากการที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องจนต้องใช้ภาษาใบ้เข้ามาช่วย ช่างเป็นมื้อค่ำที่สนุกสนาน และอบอุ่นสำหรับคนเดินทางไกลบ้านแบบเราเสียจริง เวลาล่วงเลยไปสามทุ่มกว่า ไฟฟ้ากลับมาสว่างไสวดังเดิม ถึงเวลาเราต้องลากลับไปพักผ่อน และจ่ายเงินค่าอาหารมื้อนี้ แต่ป้าไม่ยอมคิดเงินค่ะ บอกว่าเห็นเราเหมือนลูกสาวคนนึง เอาไว้กลับจาก trekking แล้วกลับมาทานข้าวที่นี่ก่อนกลับเมืองไทยนะ น่ารักมากค่ะ ป้าก็ให้ความอบอุ่นแก่หนูท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาวเช่นนี้เหมือนกันค่ะ ความอบอุ่นทางใจไงหล่ะคะ

Nan De Va, Aunt Bissnu at Barbitar Resturant, Pokhara.......  ขอบคุณค่ะ

 

P h o k a r a ...

posted on 27 Aug 2008 10:57 by airnair

       ในที่สุดก็มาถึงเมือง Pokhara ซักที นั่งจนเมื่อยก้นไปหมดแล้ว แต่จะว่าไป บ้านเรือนที่เรียงรายสองข้างทางยามรถแล่นผ่านเนี่ย หน้าตามันดูเหมือน ๆ กันเกือบทุกหลังเลย ถามไถ่จากสาวๆ ที่นั่งมาด้วยกัน เธอบอกว่า นี่แหล่ะจ้า บ้านสไตล์เนปาลีของแท้จ๊ะนายจ๋า สีสันก็ประชันกันสุดฤทธิ์ และไม้ประดับยอดฮิตของเขาก็คือ ต้นพวงแสดสีส้ม ปลูกให้มันเลื้อยคลุมหน้าบ้านหรือบางส่วนของตัวบ้าน ดูสวยไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ไม่ต้องซื้อต้นไม้ราคาเป็นหมื่น ๆ ก็สวยได้นะคะ

                             

                           

         ซักพักผู้คนเริ่มหนาตาขึ้น คงถึงแล้วหล่ะ แล้วคนก็เริ่มมากขึ้น มากขึ้น เดินเต็มถนนไปหมด หน้าก็ดูเคร่งเครียด รถเริ่มแล่นช้าลง จนเหมือนจะจอดอยู่แล้ว เกิดอะไรขึ้นหล่ะเนี่ย หันมองซ้ายมองขวา ไอ้หยา!! จะได้กลับเมืองไทยไหมว่ะเรา กำลังชุมนุมกันอยู่เลย....                        

      ทุกคนมีธงสีแดงโบกไปมาในมือ ผ้าสีแดงคาดศรีษะ โห! หนีจากเมืองไทยไหงมาปะที่เนปาลได้หล่ะ ดูประชาชนเนปาลให้ความสนใจทางการเมืองกันมาก( อันนี้ เดาเอาว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง เพราะดูบรรยากาศแล้วชวนให้คิดไปแบบนี้) มีคนพูดตรงเวทีกลางสนาม ประชาชนที่ทั้งนั่งฟังและยืนฟังก็ส่งเสียงเฮกันเป็นพักๆ เมื่อคนพูดพูดถูกใจ คิดว่าคงเป็นแบบนั้น เพราะว่าฟังไม่ออกเหมือนกันว่าพูดอะไรกันค่ะ

                        

         แล้วรถบัสคันเดิมก็พาเราเคลื่อนตัวออกมาได้ เฮ้อ ! ค่อยโล่งใจหน่อย เวลาผ่านไปซักพัก ล้อทั้งสีก็จอดสนิท เด็กรถก็ประกาศ ฟังไม่รู้เรื่องค่ะ แต่ได้ยินคำนึงว่า Pokhara พร้อมท่าทางประกอบคือ ชี้มือไปที่ประตูทางลง เราก็เลยลงไปรับกระเป๋าก็ฝากไว้บนหลังคารถบัส แต่เมื่อก้าวขาลงไปเท่านั้น คลื่นฝูงชนระลอกใหม่ที่ประกอบไปด้วยชายวัยกลางคน ได้เข้ามาปะทะ ส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก บ้างก้มีป้ายโบกไปมาในมือ ไม่ใช่คณะประท้วงกลุ่มใหม่ค่ะ แต่พวกเขาคือคนจากโรงแรมและคนขับแต๊กซี่ อันนี้ไม่ได้สะกดคำผิดแต่ประการใด พี่เค้าพูดแบบนี้จริง ๆ ค่ะ แต๊กซี่ แต๊กซี่... เหตุการณ์แย่งผู้โดยสารกำลังก่อตัวขื้น บางคนมายกกระเป๋าให้เลยนะคะ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ตกลงว่าจะไปด้วยหรือเปล่า แต่เราอาศัยให้สาวเนปาลีที่คุยกันมาในรถกันให้ค่ะ แล้วป้าลินดาก็ชวนไปพักด้วยกัน เลยตกลงว่าจะแชร์ค่าห้องกันค่ะ 400 รูปีต่อคืน แล้วก็ให้นามบัตรที่ป้าเขาได้มาจาก kathmundu โชว์ให้คนขับแทกซี่พาเราไปส่งที่พัก ห้องพักดูดีเชียวค่ะ ถ้าอากาศดี ฟ้าเปิด คงเป็นห้องที่มีวิวนอกหน้าต่างสวยที่สุดแน่นอน เพราะจะสามารถนอนมองเทือกเขาหิมาลัยจากบนเตียงเลยหล่ะ แต่ว่าโชคที่พกมาในกระเป๋าค่อนข้างน้อยไปหน่อยเลยได้แต่มองเมฆหมอกมัวๆ ไปก่อนค่ะ ต้องซักวันนึงหล่ะนะที่เป็นของเรา (หมายถึงวันที่เห็นเทือกเขาหิมาลัยในวันที่ท้องฟ้าสดใสนะ..ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่น...อิอิ) มีสองเตียง มีห้องน้ำด้วย แต่ว่าจะได้อาบหรือป่าว นั่นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เพราะว่าตอนนี้มันก็หนาวแร้ว.....

      เวลาตอนนี้ประมาณบ่ายโมงค่ะ มีเวลาชมนกชมไม้พอสมควรจุดหมายของวันนี้คือ น้ำตกเดวี่ (Devi's fall) แต่ว่าต้องจัดการเรื่องในอนุญาตเดินป่าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจะได้ไม่มีปัญหา ว่าแล้วก็ไปเช่าจักรยานกันดีกว่า อยู่ตรงหน้าปากซอยนี่เอง เดินใกล้ ๆค่ะ

       เฮ้อ! ปั่นจักรยานในเมืองแห่งหุบเขาและทะเลสาป มันช่างฟังดูมีความสุขเหลือเกิน.. อากาศเย็น ๆ กระทบใบหน้าเวลาจักรยานวิ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วประมาณสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ปั่นไปตามทางที่เขาบอกไว้เพื่อจะไปตามหาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินป่า เจอสามแยกก็แล้ว สี่แยกก็แล้ว ไม่เจอซักกะที ถามพลเมืองดีแถว ๆ นั้น ก็บอกทางกันไปคนละทางเลย แล้ววันนี้จะเจอไหมเนี่ย ก็เลยปั่นมั่ว ๆ ไปค่ะ เลือกทางเองซะเลย ไม่เชื่อใครทั้งนั้น และแล้วมันก็อยู่ข้างทางขวามือกลางเนินนี่เอง แหมหาตั้งนาน ผ่านไปผ่านมาตั้งหลายเที่ยวแน่ะ

      สำหรับใครที่ต้องการเดินป่าในเนปาล ต้องทำใบอนุญาตเพื่อเดินป่าในเขตอนุรักษ์ทุกคนค่ะ เพราะว่าจะมีจุดตรวจที่จุดเริ่มต้นของ trail ถ้าหากนักเดินเขาคนไหนที่ไม่มีใบอนุญาต ก็เตรียมตัวแบกเป้กลับบ้านได้เลย ในเมื่อตั้งใจมาจากบ้านแล้วว่าจะมาสร้างเสริมประสบการณ์การเดินป่าเขาลำเนาไพรที่เทือกเขาหิมาลัย ก็ไม่ต้องรีรอลีลา ทำใบอนุญาตกันให้เรียบร้อยเลยค่ะ จะได้สบายใจ เสียค่าบริการ 2,000 รูปี

       เมื่อมีใบอนุญาต หรือ entry permit เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สบายใจได้แล้ว ไปเที่ยวต่อได้ ว่าแล้วก็หาทางไปน้ำตกเดวี่ เค้าว่ากันว่าน้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่สวยมาก และกระแสน้ำก็ไหลแรงมากด้วย ใครได้มาชมเป็นต้องตกตลึงในความยิ่งใหญ่ เหมือนแม่สาวคนที่ชื่อ Devi คนนี้ เธอมาเที่ยวน้ำตกนี้กับแฟน เมื่อมาเห็นน้ำตกก็เกิดอาการหลงไหลอยากเข้าไปดูใกล้ ๆ อยากเข้าไปสัมผัสละอองน้ำที่โปรยปรายราวกับฝน แต่โชคไม่เข้าข้าง เธอดันพลัดตกลงไปในน้ำและถูกกระแสน้ำดูดกลืนหายไปต่อหน้าต่อตาของแฟนหนุ่ม ที่พยายามจะช่วยแต่ก็ไร้หนทาง เพราะว่ากันว่าน้ำตกแห่งนี้สูงมากและลึกมากจนไม่รู้ว่าน้ำที่ตกลงไปนั้นได้ไหลไปสู่ที่ใด ตั้งแต่นั้นมาก็มีคนเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า Devi's Fall ตามชื่อหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้นนั่นเอง (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะฟังจากที่เขาเล่ามา จริงเท็จแค่ไหนนั้น แล้วแต่จะพิจารณานะคะ)  

        ฟังจากประวัติและเรื่องราว มันช่างน่าไปยลเสียเหลือเกิน ถามทางเค้าไปเรื่อย ๆ ลุงๆ ป้าๆ ที่อยู่หน้าบ้านบ้าง ข้างทางบ้าง ที่ประทับใจคือ ทุกคน ของยืนยันค่ะ ทุกคน จะบอกทางพร้อมชี้มือชี้ไม้ไปในทางที่จะไป และยิ้มให้ด้วยความอบอุ่นปนความเอ็นดูนักท่องเที่ยวต่างถิ่นอย่างเรา ที่จริงแล้วมีนัดกับสองสาวเนปาลีที่เจอกันในรถบัสที่นั่งมาเมืองนี้ เธอให้เบอร์โทรศัพท์มา บอกว่าให้โทรหา เธอสองคนจะเป็นไกด์พาเราเที่ยวโพคารากันเย็นนี้ แต่สงสัยว่าเราโทรหาเธอเย็นเกินไปหรือว่าแม่เธอไม่ให้ออกจากบ้านก็ไม่รู้ เลยปิดโทรศัพท์ซะงั้น โดนเขาทึ้งอ่ะ....ฮือๆๆ ทำไงดีหล่ะ เอาวะ...เป็นไงเป็นกัน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วหล่ะวินาทีนี้ ปั่นเข้าไป จักรยานไง ปั่นไปเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เหมือนเงาตามตัว และแล้วก็มาถึงจนได้ ถ้าไม่สังเกตจะเลยไปง่าย ๆ ทางเข้าน้ำตกเป็นเหมือนตลาด มีขายของที่ระลึกด้านหน้า อย่าค่ะ อย่าคิดว่าจะมีต้นไม้มืดคลึ้ม นกร้อง จึ้งหรีดร้องระงมเหมือนน้ำตกเหวสุวัต ท่านจะไม่ได้เห็นภาพนั้นค่ะ ด้านซ้ายมือเป็นทุ่งนา มองไปด้านหน้าจะเป็นตลาดขายผักผลไม้สดที่ชาวนาชาวไร่เก็บมาขาย ก็ดูคึกคักกันพอสมควร ด้านขวามือจะเป็นที่จอดรถเรียงยาวววว ข้างถนน ถัดจากแนวจอดรถก็จะเป็นร้านขายอาหารและร้านขายของที่ระลึก เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปก็จะพบป้ายเขียนบอกไว้ว่า Devi's Fall โอ้โห!!! ถ้าตูไม่เงยดูป้ายเนี่ย ตูคงปั่นเลยไปหมู่บ้านธิเบตนู่นเลยอ่ะ จอดเลยค่ะ จอดจักรยานฝากไว้ด้านหน้า เสียค่าฝากรถด้วยค่ะ 10 รูปี ในใจเนี่ยบอกตรง ๆนะคะ ตื่นเต้นมาก เนี่ยอีกไม่กี่ก้าวก็จะได้เชยชมความงาม ความอลังการงานสร้างของน้ำตกตามคำร่ำลือ เมื่อเดินแปลก ๆ แห้งแล้วยังไงพิกลว้า!! ไม่เห็นได้ยินเสียงน้ำตกเลยนะ เอ!!หรือว่าต้องเดินเข้าไปอีกไกล สังพักก็มีทางเดินพร้อมป้ายบอกทางไปยังน้ำตก เมื่อไปได้เห็นเท่านั้นหล่ะค่ะ ลมแทบใส่ โอ้มายก้อด!! อะไรมันจะขนาดนี้ ไม่เหมือนที่คิดไว้เลย คือแทบจะไม่มีน้ำให้ตกเลย ผิดหวังมาก ผิดหวังจริง ๆ แต่ไหน ๆ มาแล้วก็ต้องเดินสำรวจตรวจตรากันให้ละเอียดกันหน่อยหล่ะ ปั่นมาตั้งไกลต้องเอาให้คุ้มฮ่ะ เมื่อถ่ายรูปจนหายแค้นแล้วก็กลับดีกว่า

(รูปที่อยู่ในโปสการ์ด)

         เริ่มหิวแล้วด้วยค่ะ แสงอาทิตย์เริ่มลดดีกรีความแรงและความสว่างลง ผู้คนออกมาจ่ายตลาด บ้างก็กลับมาจากไร่นา แบกจอบแบกเสียม บ้างก็แบกฟืน ดูแล้วก็เพลิดเพลินไปได้อีกอารมณ์นึงค่ะ จากที่หงุดหงิดกลับอารมณ์ดีขึ้นมาแทบทันทีเลยทีเดียว

อ๊ะ อ๊ะ...... เย็นนี้เรื่องราวยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ แต่ขอเวลาไปทานแอปเปิ้ลที่ซื้อจากแผงผลไม้ของบังเค้าก่อนนะ แล้วจะมาเล่าต่อจ้า ^^

                         

นมัสเต!!__N e p a l # 2

posted on 15 Aug 2008 00:49 by airnair

 นมัสเต! ^^

ใช่แล้ว... มาปาลทั้งที...ก็ต้องสวัสดีแบบเนปาลี๊...เนปาลีอย่างนี้ ไปทางไหน เดินผ่านใคร ๆ ก็ต้องถูกทักทายว่า  " นมัสเต!" บวกกับรอยยิ้มห็นฟันขาวจั๊วะ ตัดกับสีผิวคล้ำ ๆ ของพี่ ๆ น้องๆ ชาวเนปาลีเค้าหล่ะ ตอนแรกเราก็เขินที่จะต้องพูดนมัสเต แทนคำว่าสวัสดี แต่พอนาน ๆ เริ่มคุ้นเคยและชินค่ะ เจอใครเป็นต้องทัก นมัสเต! พร้อมแจกยิ้มสยามหวาน ๆ แถมให้ไปด้วย ..... อบอุ่นดีค่ะ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงเพลงคุ้นหูดังแว่วๆ ....โอ้โห! นี่มันเช้าแล้วเหรอ ยังอยากนอนต่ออยู่เลยนะ ขออีกงีบนึงดีกว่า...z..z..Z  อ้าว! เฮ้ย!.... ไม่ได้อยู่ห้องเรานี่หว่า....ตาย ตาย ตายแน่ ๆ รถออก 7 โมงตรง ที่จอดรถบัสแบบ tourist bus ไม่ใช่ Green line local bus.... แล้วมันอยู่ตรงไหนละเนี่ย ว่าแล้วก็รีบเก็บของยัดใส่เป้ ลงไปเชคเอ้าท์ที่ล้อบบี้ โอ๊ย! น้องขาคิดเงินเร็ว ๆ ค่ะ พี่จะไม่ทันรถแล้ว พี่รีบมากค่ะ... 7 USD สำหรับห้องนี้ ปากก็พร่ำบอกขอบคุณค่ะ.. I will be right back after I finish my trekking..... แต่ในใจ " ตูจะไม่มาอีกแล้ว แพงอิ้บหาย ที่อื่น 2-3 USD เอง"

จากนั้นการผจญภัยเล็กๆ ก็เข้าจู่โจมชีวิตผู้หญิงคนนี้ทันที (ผู้หญิงคนนั้น คือตัวฉันเองค่ะ) bus termianal อยู่ตรงไหนว้า....? ในแผนที่มันดูใกล้ ๆ นี่นา ถามทางพี่คนนึง อธิบายอยู่นาน สงสัยเค้าคงเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าผากเราแน่ๆ เลยเดินมาส่งจนถึงถนนใหญ่ แล้วก็ชี้มือบอกทางไป ประมาณว่า เอ็งเดินต่อไปทางนี้นะ เห็นรถไหม จอดรออยู่ตรงนั้นไง เป็นคนมีน้ำใจจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

 

ขึ้นไปนั่งบนรถ ตั๋วที่ซื้อมาจากเอเจนซี่ทำเรื่องปวดใจอีกแล้วค่ะ เพราะว่ามารู้จากป้าฝาหรั่งที่นั่งข้างๆ ว่าราคาที่เราซื้อมาน่ะ แพงกว่าที่ใคร ๆ เขาซื้อกันครึ่งต่อครึ่งเลย... เจ็บใจมาก...โดนโกงอีกแล้วตู... เซ็ง  เมื่อผู้โดยสารนั่งเต็มคันรถ ทั้งสี่ล้อที่อยู่ใต้ท้องรถก็ช่วยกันหมุน พาพวกเราออกเดินทางจาก Kathmundu สู่ Pokhara เมืองแห่งทะเลสาปและหิมาลัย....ขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัวอออกจากเมือง แสงแดดสีส้มจางๆ ส่องแสงเข้ามาในรถ เล็ดลอดมาตามรูโหว่ของผ้าม่านหน้าต่างที่บางคนปิดเอาไว้ พระอาทิตย์สีแดงส้ม กำลังโผล่พ้นเมฆหมอกยามเช้า  เหมือนมันกำลังบอกว่า

 "เดินต่อไป ชีวิตคือการเดินทาง และมันต้องมีจุดเริ่มต้น อย่ายอมแพ้นะ เราจะอยู่เคียงข้างเธอเอง...." 

พระเจ้าคงนึกสงสารที่โดนแขกโกงจนใจเริ่มท้อ เลยประทานวิวนอกหน้าต่างมาให้ชื่นชม  ตอนแรกกะว่าจะหลับในรถซะหน่อย แต่ว่าวิวทิวทัศน์มันช่างเย้ายวนชวนสองตาให้จ้องมองเหลือเกิน ภูเขาขนาดมหึมา ใช่! ต้องใช่คำนี้ค่ะ มันใหญ่อลังการงานสร้างมากๆ อินทนนท์ก็อินทนนท์เหอะ เจอที่เนปาลต้องจ๋อย ชัวร์!

ภูเขาขนาบข้างทาง ทางด้านขวาเป็นแม่น้ำสีเขียวเทอคอยท์ บางช่วงเป็นสีฟ้า หากทรายตรงตลิ่งสีขาว แอบเผลอคิดว่ามาเที่ยวเกาะสุรินทร์หรือเปล่านะ แม่น้ำกว้างใหญ่บางตอนกระแสน้ำเชี่ยวกราก มีล่องแก่ง คายัค บางตอนก็ราบเรียบไหลเอื่อย ๆ นิ่ง ๆ ดูเงียบสงบดี ก็เลยไม่หลับ

แต่อีกหนึ่งเหตุผลคือ พี่คนขับแกขับซิ่งมาก แตร เป็นของคู่กาย ไม่ได้บีบคงหายใจไม่ได้ เจอรถสวนมา ปิ๊น..ปิ๊น.. เลี้ยวซ้าย ปิ๊น..ปิ๊น.. ขึ้นเขา ปิ๊น..ปิ๊น.. ลงเขา ปิ๊น..ปิ๊น.. เจอวัว ก็ปิ๊น.. เจอนก..ปิ๊น..ปิ๊น... ปิ๊น..ตลอดการเดินทาง เลยต้องติ่นค่ะ ถนนจาก kathmundu ไป Pokhara คดเคี้ยวไปมาตามไหล่เขา น่าเวียนหัวเป็นที่สุด แต่ว่าไม่ยักจะอยากอาเจียน สงสัยสองข้างทางมันน่าสนใจเสียจนลืมไปเลย

ระหว่างทางบทสนทนาเริ่มต้นสำหรับคนแปลกหน้าสองคนที่ต้องมานั่งด้วยกันก็เริ่มขึ้นจากประโยคง่าย ๆ อย่าง how are you? จากนั้นเรื่องราวของคนสองคนก็เริ่มถูกถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง

ป้าคนนี้ชื่อ ลินดา อายุประมาณห้าสิบกว่า เคยเป็นพยาบาลที่เมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ แต่ได้ลาออกเพียงเพราะอยากมาเที่ยวเอเชีย แต่คงเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เค้ามาที่อินเดีย และได้ค้นพบกับพระพุทธศาสนา จากที่เคยเป็นคนที่ไปโบสถ์เพราะตามสังคมรอบข้าง ไม่เคยแน่ใจว่าพระเจ้าที่สวดอ้อนวอนมีอยู่จริง กลับพบเจอกับเหตุการณ์แปลก ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่นี และหลังจากได้สัมผัสและเรีบนรู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา กลับค้นพบคำตอบของชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ช่างน่าอิจฉาเธอจริง ๆ ตัวเราเองเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ยังคงสับสนและงุนงงกับชีวิตอยู่เลย ได้แต่หวังว่าการเดินทางครั้งนี้คงจะทำให้คำตอบกับชีวิตเราได้บ้าง ตอบคำถามซักหนึ่งคำถามก็ยังดี ป้าลินดาเล่าประสบการณ์เดินทางครั้งแรกของเธอให้ฟัง เธอบอกว่าตื่นเต้นมาก เธอไปกับเพื่อนสองคนตอนอายุประมาณยี่สิบ เธอกลัวและหวาดหวั่นต่อเหตุการณืที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า แต่เธอกับเพื่อนก็ผ่านมันมาได้ สังเกตได้จากแววตาของเธอขณะที่เล่าเรื่อง ฉันเชื่อว่าการเดินทางของเธอครั้งนั้นคงเป็นการเดินทางที่ประทับใจเธอจนไม่มีวันลืมเป็นแน่

เธอตกใจและประหลาดใจมากที่รู้ว่าเราเดินทางมาที่นี่คนเดียว และเป็นคนไทย เธอให้กำลังใจเราทั้งคำพูดและรอยยิ้ม และแล้วมิตรภาพระหว่างคนสองคนก็เริ่มต้นขึ้น เราคุยกันตลอดทาง ที่เธอมาเนปาลครั้งนี้เพื่อมาต่อพาสปอร์ต แต่พอมีเวลาเหลือก็เลยแวะเที่ยวซักหน่อย

 

(ร้านอาหาร ตรงที่พักริมทางค่ะ!!)

อีกไม่นานก็จะถึงเมือง pokhara แล้ว นี่คงเป็นสัญญาณที่ดีแน่ ๆ ว่ามิตรภาพดีดีจากการเดินทางกำลังรอเราอยู่

 

แล้วเจอกันนะหิมาลัย............ สู้ สู้

N e p a l # 1...

posted on 02 Aug 2008 23:09 by airnair

 "Backpacker... คำ ๆ นี้ฟังดูห่างไกล แลดูไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ สะพายเป้ เดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป ค้นหาคำตอบให้กับชีวิต คงไม่มีทางทำได้แน่นอน......"

 นั่นคือความคิด ก่อนหน้าที่การเดินทางครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อจังหวะชีวิตสะดุด เลยอยากตามหาคำตอบของมันดูบ้าง ลองเดินทางไปในที่ที่ไม่มีใครๆ รู้จักอาจช่วยให้คิดอะไรออกบ้าง...............และแล้ว เนปาล ก็ย่องผ่านมา เรียกให้เราเข้าไปทำความรู้จัก

เหลือเวลาเพียงแค่สี่วันก่อนออกเดินทาง ไม่รู้ว่าจะต้องแพคกระเป๋ายังไงให้มันดูพอดี ไม่บ้าหอบฟาง เคยได้ยินมาว่า Backpacker ตัวจริงควรมีเสื้อผ้าเบ็ดเสร็จแค่สองชุด แต่ว่าตอนนี้มันเดือนกุมภาพันธ์ สองชุดคงไม่เพียงพอ เค้าว่าอุณหภูมิตอนหน้าหนาวที่เนปาลมันมีสิทธิ์ติดลบ ตัวเลขในเทอร์โมมิเตอร์ต่ำกว่าเลขศูนย์นะ ขนเสื้อหนาวไปเยอะ ๆ ดีกว่า ไม่งั้นอาจถุกแช่แข็งได้ มีโอกาสป่วยได้ง่ายนะเนีย เพราะโดยปกติก็เป็นคนไม่ค่อยจะมีสุขภาพแข็งแรงเท่าไหร่ ยารักษาโรคที่คิดว่าพกไปได้ ก็ไปซึ้อมากักดุนเตรียมพร้อมแล้วเหลือแต่ความฟิตของร่างกายนี่แหล่ะ ไม่ค่อยฟิตเลย ตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งวันละสองสามรอบสนามฟุตบอลทุกวันเพื่อเตรียมความพร้อมให้แขนขา แต่ว่าไม่ได้แม้แต่จะก้าวขาออกไปหารองเท้ากีฬามาสวมใส่ ตอนนี้หันหลังกลับไม่ได้แล้ว เป็นไงก็เป็นกัน ..... ตื่นเต้นจังแฮะ^^

 

Royal Nepal Airlines พาผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบกเป้ใบใหญ่เกินตัว มาถึงเมือง Kathmundu เมืองหลวงของประเทศเนปาลจนได้ บรื๋อ.......หนาวจัง เอ!! นี่มันเพิ่งจะสี่โมงเย็น ทำไมมันดูเหมือนหกโมงเย็นบ้านเราเลยหล่ะ มารู้ว่าที่เนปาลพระอาทิตย์จะตกประมาณสี่ ห้าโมงเย็น บางทีสี่โมงก็มองหน้ากันไม่เห็นแล้ว โอ้...แม่เจ้า อะไรจะเร็วขนาดนั้น สงสัยเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่าประเทศไทยเรา พระอาทิตย์เลยมาโบกมือบ๊ายบายเร็วกว่าปกติ 

จุดหมายของเย็นแรกของเนปาลคือไปที่พักที่จองเอาไว้ทางเนท อยู่ในย่าน Thamel คล้ายข้าวสารบ้านเราเลยหล่ะ แต่ว่ามันเป็นอะไรที่ข้าวสารต้องเรียกพี่ Hmm.... พี่ Thamel น้องข้าวสารขอคารวะ ^^ หลังจากเอาของไปเก็บที่ Khangsa Guesthouse แล้ว ก็ต้องออกไปเสาะหาตั๋วรถเพื่อจะเดินทางไป pokhara วันพรุ่งนี้ ได้ตั๋วมาพร้อมกับไกด์สำหรับเดินป่า หรือเรียกกันแบบติดปากว่า trekking ที่ Annapurna Conservation Area Park(ACAP)เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึนที่ Pool Hill ได้ตั๋วมาในราคาที่คิดว่าถูก เพราะว่าเงินรูปีเนปาล จะน้อยกว่าเงินบาท เกือบครึ่งนึง คือต้องเอา 0.6 คูณเข้าไปก็จะได้เป็นเงินบาทไทยค่ะ และแล้วก็ได้เวลาเดินทอดน่องสบาย ๆ ในย่านทาเมล จริงๆ แล้วคือมองหาร้านสำหรับทานอาหารเย็นค่ะ เดินไปจนสุดซอย เดินกลับมา เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา สำหรับคนที่รักการช้อปปิ้งต้องชอบที่นี่แน่ ๆค่ะ เพราะว่ามีของกระจุกกระจิกเรื่อยไปจนถึงของชิ้นใหญ่ๆ อย่างของแต่งบ้าน          

                                            

มีดดาบขึ้นชื่อของเนปาลยังมีเลยค่ะ    เดินไปเดินมาก็ยังเลือกร้านไม่ได้ซักที แต่กระเพาะอาหารเริ่มประท้วงว่าหิว จึงเงยหน้าขึ้นไปมองร้านชื้อ Shisha มีเสียงดนตรีสดแว่วมา เป็นร้านที่อยู่บนชั้นสองของตึกแถวที่อยู่ข้าง ๆ kathmundu hotel บันไดสูงใช้เล่น ถ้าเมาๆ มาเดินอาจกลิ้งลงมาได้ ในร้านแบ่งเป็นสองโซน คือโซนโต๊ะกินข้าวธรรมดา

 

และโซนที่เป็นโต๊ะคล้ายโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ย ๆ มีเบาะนั่งกับพื้น ลูกค้าที่จะนั่งในโซนนี้รบกวนต้องถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นวางให้เรียบร้อยก่อนถึงจะเข้าไปนั่งได้    

 

มีเหรอเราจะพลาด เป็นบรรยากาศร้านที่น่ารักมากๆ สงสัยเลือกร้านถูกแล้วหล่ะ ดูเหมือนจะเป็นร้านที่หนุ่มสาวชาวเนปาลีมานั่งชิล ๆกันเป็นกลุ่ม ๆ ซักพักลูกค้าก็เต็มร้าน ดนตรีสดร้านนี้ไม่มีเล่นเพลงภาษาเนปาลีเลยค่ะ เล่นเพลงสากลทั้งหมด แต่เป็นเพลงร็อค ซอฟท์ร็อค ฝีมือเข้าขั้นเลยหล่ะค่ะ มานั่งร้านนี้เลยได้เพื่อนใหม่เป็นคนเนปาลีแท้ๆ เลยได้ชิม momo เป็นอาหารคล้าย ๆ เกี๊ยวซ่าแต่ไม่ใช่ อร่อยดีค่ะ อาจจะมีกลิ่นเครื่องเทศรุนแรงไปหน่อยแต่รสชาติดีทีเดียว

 

ได้ยินเรื่องเบียร์เนปาล Tuborg (ตูบอกแล้วว่ามรึงต้องแด..รก !!) ลิ้มรสชาติแล้วไม่แพ้เบียร์สิงห์ ของบริษัทบุญรอดของไทย

 

นั่ง ๆ อยู่ซักพักก็องแปลกใจที่วงดนตรีหยุดการแสดง พนักงานเริ่มเก็บโต๊ะ นี่มันเพิ่งจะสี่ทุ่มเองนะ ทำไมจะปิดกันแล้วเหรอ ปรากฏว่าเป็นกฏหมายของที่นี่ค่ะ ว่าร้านอาหารและสถานบันเทิงต้องปิดสี่ทุ่ม แล้ววัยรุ่นเนปาลีจะไปไหนกันหล่ะ มันเพิ่งจะหัวค่ำสำหรับวัยรุ่นไทยเองนะ พอเดินออกมานอกร้าน ก็ต้องร้องอ๋อ รัฐบาลเนปาลคงเป็นห่วงสุขภาพของเยาวชน เนื่องจากอากาศตอนดึกหนาวมาก ๆ ไม่อยากให้เยาวชนต้องมานั่งทนหนาวนอกบ้านเดี๋ยวจะป่วยไข้กันซะก่อน เวลาดีสี่ทุ่มไปนอนซะ ช่างเป็นรัฐบาลที่ห่วงใยประชาชนจริง ๆ ว่าแล้วเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม กลับเกสเฮ้าส์ไปนอนดีกว่า จะได้ตื่นไป pokhara แต่เช้า

บทเรียนวันแรกในเนปาล อากาศหนาวๆ ทำให้เหงามากขึ้นประมาณสองเท่าจากที่เป็นอยู่ แนะนำให้พาคนรู้ใจมาด้วยจะได้ไม่นอนเหงาคนเดียวเหมือนเรา T_T

 

 

edit @ 7 Aug 2008 00:29:47 by @ir..

edit @ 7 Aug 2008 00:37:17 by @ir..

edit @ 7 Aug 2008 00:46:57 by @ir..